บทความ


เรามารู้จักน้ำมันมวยกันเถอะ

เรามารู้จักน้ำมันมวยกันเถอะ

ถ้าพูดถึงเรื่องมวยกับยาทา ก็คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากน้ำมันมวยนั้นเอง แล้วรู้หรือไม่ว่าน้ำมันมวยนั้นมีประโยชน์ต่อนักมวยอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาบอกถือว่าเป็นเกร็ดความรู้กันนะครับผม

 

น้ำมันมวยมาจากไหนแล้วทำไมถึงต้องเป็นชื่อนี้

น้ำมันมวยได้รับการคิดค้นและผลิตจำหน่ายโดย “เทวกรรมโอสถ” เป็นสินค้าของคนไทยที่ร่วมสมัยมามากว่า 60 ปี ก่อเกิดมาจากกีฬามวยก่อนที่จะขยายตัวไปยังกีฬาชนิดอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันมวยมีชื่อเสียงโด่งดังคือ การเป็นผู้จารึกแชมป์มวยโลกคนแรกของไทยจนกลายเป็นประวัติศาสตร์

 

น้ำมันมวยคืออะไรผสมอะไรบ้าง

 

น้ำมันมวยเป็นภูมิปัญญาโบราณของคนไทยที่ประกอบไปด้วยตัวยาหลักๆ คือ เมทิลซาลิไซเลท เมนทอล และการบูร ทำงานออกฤทธิ์ส่งเสริมกันโดยเมทิลซาลิไซเลทจะออกฤทธิ์ร้อน  และเมนทอลจะเย็น

 

แล้วดีต่อ นัก มวยไทย (muay thai) ได้ยังไง

เมทิลซาลิไซเลทจะออกฤทธิ์ร้อน  และเมนทอลจะเย็น เมื่อเรานำน้ำมันมวยมาทาบนผิวหนังก็จะรู้สึกทั้งร้อนและเย็นไปพร้อมกัน ทำให้สมองรู้สึกสับสนแล้วเบี่ยงเบนความรู้สึกจากอาการเจ็บปวดได้

 

น้ำมันมวยมีกลิ่นที่ว่าจะหอมก็หอม หรืออาจจะรู้สึกเหม็นฉุนต่อใครหลายคน อีกทั้งยังมีฤทธิ์ร้อนและเย็นในขวดเดียวกันโดยนิยมใช้ทาลงบนผิวหนังทั้งก่อนและหลังเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย และยังใช้ในวงการสปาและการนวดบำบัดด้วยเช่นกัน

 

วิธีใช้น้ำมันมวย

เดิมนั้นน้ำมันมวยจะมีแบบน้ำเพียงชนิดเดียว แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ทำให้มีผลิตภัณฑ์น้ำมันมวยรูปแบบใหม่ๆ แต่ทุกแบบจะใช้ทาหรือนวดบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย

 

ชนิดน้ำ เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักหน่วง เช่น มวย ฟุตบอล และเทนนิส เป็นต้น

ชนิดครีม เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายทุกประเภท รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่มีอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ

ชนิดสเปรย์ เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายทุกประเภท รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่มีอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ แต่ชนิดนี้จะพกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกโดยไม่เลอะมือ

สรรพคุณของน้ำมันมวย

บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย

ลดอาการฟกช้ำหรืออาการปวดที่บริเวณผิวหนัง เนื่องจากน้ำมันมวยมีฤทธิ์ร้อนจะช่วยให้ผิวหนังบริเวณนั้นอุ่นขึ้น ใช้หลักการเดียวกับการประคบร้อนนั่นเอง

ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานดีขึ้น

ช่วยผ่อนคลายอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และกลิ่นของเมนทอลจะทำให้รู้สึกสดชื่น

ช่วยยืดเส้นและลดระยะเวลาที่ใช้ในการอบอุ่นร่างกาย (warm up) ก่อนการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย

 

ข้อควรระวัง

ถึงแม้ว่าน้ำมันมวยจะมีคุณสมบัติในการช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนการอบอุ่นร่างกายหรือยืดเส้นโดยตรง และไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ ข้อสำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการทาน้ำมันมวยบริเวณที่เป็นผิวหนังอ่อนๆ  เพราะจะทำให้ผิวหนังมีอาการไหม้หรือพองได้

 

น้ำมันมวยเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทยาแก้ปวดเมื่อยที่คิดค้นจากภูมิปัญญาไทย ซึ่งอยู่ดูแลผู้ออกกำลังกายและผู้ใช้แรงงานไทยมาอย่างยาวนาน และอยู่คู่นักมวยมานานเช่นเดียวกัน เพราะมีประโยชน์มากเวลา ชกหรือขึ้น สังเวียนมวย เพราะลดอาการบาดเจ็บได้ดี 

 

จากข้อมูลที่เอามาให้อ่านนั้น ก็ไม่ได้หนีไปไหนจาก มวยไทย (mauy thai) เลยทีเดียว เพราะน้ำมันมวยนั้น ก็มีประโยชน์ต่อทั้งนักมวยและ คนทั่วไปที่เกิดอาการปวดเมื่อย หากท่านใดสนใจ มาฝึก ต่อยมวย ก็สามารถมาหาเราได้ตลอดเวลาที่jaroenthongmuaythairatchada

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  honestdocs

คำศัพท์มวยไทย ในการออกอาวุธ

คำศัพท์มวยไทย ในการออกอาวุธ

หลายคนที่สนใจกีฬา “มวยไทย” ( Muay Thai ) เวลาได้ดูมวยแล้วฟังนักพากย์อาจเกิดความไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร วันนี้เราจึงรวบรวม “คำศัพท์มวยไทย” เพื่อให้คุณได้รู้จักและเข้าใจมวยไทยมากขึ้นกันค่ะ

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ได้รับความนิยม ซึ่งกีฬาแต่ละชนิดมักมีศัพท์เฉพาะเป็นของตัวเอง มวยไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีศัพท์มวยไทย หรือ ภาษามวย เป็นของตนเอง เพื่อให้ไม่เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดและให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ฝึกและผู้สอน หรือหากใครที่เพิ่งมาดูมวยไทย อาจจะเกิดความสงสัยขึ้นได้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกัน ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมคำศัพท์ มาฝากกันค่ะ มาดูกันว่ามีคำว่าอะไร และ หมายความว่าอย่างไร

 

1. “จด” หมายถึง การตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ การชก

2. “แม่ไม้” หมายถึง การใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 4 ส่วน เพื่อทำการต่อสู้ คือ หมัด ศอก เข่า และเท้า

3. “ลูกไม้” หมายถึง การพลิกแพลงแม่ไม้ เพื่อใช้ในการต่อสู้ในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ

4. “ไม้ตาย” หมายถึง การออกอาวุธ โดยใช้ไม้มวยที่คู่ต่อสู้ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือ การโจมตีด้วยท่าเด็ดประจำตัวใส่คู่ต่อสู้นั่นเอง

5. “เดินมวย” หมายถึง การย่องเท้า เหมือนม้าในการบุก หรือ ใช้ตั้งรับคู่ต่อสู้ในระหว่างการแข่งขัน

6. “สืบเท้า” หมายถึง การเคลื่อนตัวเพื่อไปโจมตีคู่ต่อสู้

7. “วงนอก” หมายถึง การออกอาวุธ หรือ การใช้ลูกไม้ แบบห่างตัว หรือ แบบเหวี่ยง

8. “วงใน” หมายถึง การใช้ลูกไม้ หรือ การออกอาวุธแบบประชิดตัว ที่เรียกกันว่า คลุกวงใน

9. “เหลี่ยม” หมายถึง การเบนตัว เพื่อหาจังหวะใช้ลูกไม้กับคู่ต่อสู้ การมีจังหวะในการออกอาวุธที่ดีกว่า

10. “อัด” หมายถึง ลักษณะอาการดัน หรือ กด ด้วยไม้มวย

11. “ตะแคง” หมายถึง อาการเอียงตัวไปทางขวา หรือ ทางซ้าย

12. “เฉียง” หมายถึง มุมเฉียงของเหลี่ยมตัว

13. “ที่หมาย” หมายถึง จุด หรือ เป้าหมายที่จะใช้ไม้มวยกับคู่ต่อสู้ ที่จะทำให้เป็นฝ่ายชนะ

14. “ศอกหลัง” หมายถึง ลักษณะอาการการใช้ศอกตีกระทุ้งออกไปทางด้านหลัง

15. “เปิดว่าง” หมายถึง ช่องว่างของคู่ต่อสู้ที่สามารถออกลูกไม้ สู้โจมตีใส่ได้โดยง่าย

16. “ควง” หมายถึง อาการใช้มือหมุนควง

17. “จังหวะ” หมายถึง โอกาสที่เหมาะสมในการออกอาวุธใส่คู่ต่อสู้

18. “เตะ” หมายถึง การเหวี่ยงเท้าด้วยแรงหมุนใส่คู่ต่อสู้

19. “ดีด” หมายถึง การสะบัดเท้าออกไปใส่คู่ต่อสู้ ในลักษณะจิ้งหรีดดีดเท้า

20. “ฟัน” หมายถึง การใช้แรงเหวี่ยงกระแทกไปยังคู่ต่อสู้

21. “เฉือน” หมายถึง การใช้แรงเสียดสีกับคู่ต่อสู้

22. “การ์ด” หมายถึง การยกมือและแขนทั้งสองข้างขึ้น เพื่อป้องกันโจมตีจากคู่ต่อสู้

23. “การเปิด” หมายถึง การใช้มือตวัดขึ้น หรือลงไปที่การ์ดของคู่ต่อสู้ เพื่อให้เปิดออก

24. “ลอยตัว “ หมายถึง การดีดตัวให้สูงขึ้นจากพื้น เพื่อหวังผลในการออกไม้มวย

25. “พุ่งตัว” หมายถึง การเคลื่อนตัวเข้าใส่คู่ต่อสู้ในลักษณะพุ่งอย่างแรง

 

     นี่เป็นเพียงแค่ศัพท์พื้นฐานส่วนหนึ่งของ ศัพท์มวยไทย ที่ใช้ในการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai) ซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้มาก่อนด้วยซ้ำ แต่จากนี้ไปถ้าได้ยินศัพท์เหล่านี้จากในทีวีก็คงไม่ต้องงงกันต่อไปแล้ว ส่วนบทความหน้าเราจะนำสาระดีๆ เกี่ยวกับมวยไทยมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ipatest

การแต่งกายมวยไทยสมัยโบราณ

การแต่งกายมวยไทยสมัยโบราณ

ในอดีตไทยต้องทำศึกสงคราม เพื่อปกป้องแผ่นดินไทยจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด การฝึกฝนการใช้อาวุธและการต่อสู้ด้วยมือเปล่า จึงเป็นสิ่งสำคัญของลูกผู้ชายไทย

นอกจากการฝึกฝนการใช้อาวุธชนิดต่างๆแล้ว การร่ำเรียนวิชาอาคมเพื่อความอยู่ยงคงกระพัน ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่คนไทย เชื่อว่าจะช่วยให้การต่อสู้ได้รับชัยชนะและปลอดภัยจาก คมหอก คมดาบ ทั้งช่วยป้องกันคาถาอาคมของฝ่ายศัตรูด้วยเช่นกัน ดังนั้นนักรบจึงมีเครื่องรางของขลัง เช่น พระเครื่อง การสักยันต์ ตะกรุด เป็นต้น

 

การแต่งกายของมวยไทยโบราณ จึงประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือเสื้อผ้าปกปิดร่างกายและป้องกันอันตรายในส่วนสำคัญ กับเครื่องรางของขลัง ดังต่อไปนี้

เครื่องรางของขลัง

 

มงคล

ทำด้วยสายสิญจ์ หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์เป็นผู้เขียนอักขระหัวใจมนตร์  คาถาและเลขยันต์แล้วถักหรือม้วนพันด้วยด้าย  หรือด้ายสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วยผ้าซึ่งผ่านพิธีกรรมจากครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมทำเป็นวงสำหรับสวมศีรษะ  โดยรวบเป็นหางยาวไว้ข้างหลัง ในอดีตมีการกล่าวถึงการใช้ไสยศาสตร์ในพิธีทำมงคล

การสร้างมงคลแบบที่ยาก  และมีอำนาจแบบไสยศาสตร์เร้นลับที่สุด มีตำนานเล่าว่าเป็นห่วงวงกลมทำมาจาก “งูกินหาง” อาจจะเป็นงูหนึ่งตัวกินหางของมันเอง หรืองูสองตัวกินหางซึ่งกันและกันได้  การกินหางของงูเกิดจากอำนาจสะกดจิตหรือพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ  แล้วนำห่วงกลมที่เกิดจากงู  กินหางนั้นไปย่างไฟจนแห้งสนิท จากนั้นนำไปแช่น้ำมนตร์ ซึ่งหุงมาจากน้ำมันมะพร้าวผสมด้วยว่านยาสมุนไพรบางอย่าง แล้วจึงพันไว้ด้วยผ้ายันต์หรือด้ายสายสิญจน์ หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง เล่ากันว่าพิธีกรรมเร้นลับสำหรับการสร้างมงคล เครื่องผูกศีรษะ

อำนาจไสยศาสตร์ ให้เคลื่อนไหวสำเร็จขึ้นมาทั้งสิ้นปัจจุบัน  สูญหายการถ่ายทอดไปหมดแล้ว
มงคลถือเป็นเครื่องรางให้สิริมงคลและคุ้มกันอันตราย  ในอดีตใช้สวมศีรษะในขณะชก บางคนสวมสองอันมี  เวลาชกมวยหากมงคลหลุดจากศีรษะ ฝ่ายตรงข้ามก็จะหยุดชกเพื่อให้ เก็บมงคลมาสวมใหม่

 

ประเจียด

ประเจียด
ใช้ผ้าสาลู (ผ้าขาวบางเนื้อดี) หรือผ้าดิบ สีขาวหรือสีแดงตัดเป็นสามเหลี่ยมลงเลขยันต์มหาอำนาจ  ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชุดวิชาคงกระพันชาตรี  แคล้วคลาด มหาอุด กำลังตัวหรือคุ้มกำลังภาษาที่ใช้เขียนมักเป็นอักขระโบราณ เช่น อักษรขอม อักษรเทวนาครี  ซึ่งพระครูหรือเกจิอาจารย์ จะเป็นผู้เขียนและทำพิธีพุทราภิเษก เช่น เดียวกับพระเครื่องหรือพระบูชา  ม้วนหรือถักพันด้วยด้าย

 

ผ้ายันต์

คือผ้าดิบหรือผ้าเนื้อบางสีขาวหรือสีแดง  เขียนอักขระเลขยันต์และรูปภาพต่างๆ โดยเกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านเชื่อถือว่ามีคาถาอาคม  แก่กล้าวิธีทำคล้ายผ้าประเจียดแต่ผ้ายันต์มักเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ใช้พกติดตัว หรือพันเป็นผ้าประเจียดก็ได้

 

เสื้อยันต์

ใช้ผ้าดิบสีแดงหรือสีขาวตัดเป็นเสื้อกั๊กคอกลมแขนกุด เขียนอักขระเลขยันต์ และรูปภาพต่างๆ เช่นเดียวกับผ้ายันต์หรือประเจียด ใช้สวมทับเสื้อชนิดอื่นหรือสวมเพียงตัวเดียว ส่วนมากนักรบจะใช้สวมใส่ยามออกศึกสงคราม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกันศาสตราวุธทุกชนิด   ส่วนเวลาชกมวยไม่ค่อยสวมเสื้อยันต์ มักจะใช้เครื่องรางชนิดอื่นแทน

 

พระเครื่อง

ทำด้วยโลหะ ผงปูน ดิน หรือาจใช้วัตถุหลายชนิดจากแหล่งต่างๆ ที่เป็นที่เคารพเชื่อถือของประชาชน นำมารวมกัน บางครั้งอาจใช้เส้นผม เชี่ยนหมาก เศษจีวรของเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงผสมลงไปด้วย เพื่อเพิ่มความขลัง แล้วจึงทำพิธีพุทธาพิเศกลงเลขยันต์ คือมีพิธีกรรมที่รวมการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  การบริกรรมคาถาอาคมต่างๆ ในขณะทำพระเครื่องเวลาขึ้นชกมวยจะพกติดตัว โดยพันไว้ในมงคล หรือผ้าประเจียด นักมวยบางคนใช้อมไว้ในปากเวลาชก วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตนเองได้

 

ตะกรุด

ใช้แผ่นโลหะบางรูปสี่เหลี่ยม เช่น ทอง เงิน นาก ทองแดง หรือใบลานและกระดาษสาลงเลขยันต์ คาถาอาคม เช่นเดียวกับลงผืนผ้าเพื่อทำประเจียด  แล้วม้วนให้กลมตรงกลางเว้นช่องว่างสำหรับใช้สายเชือกร้อยสำหรับคาดบั้นเอว คล้องคอ หรือคาดไว้ที่ต้นแขน หากใส่ในมงคลหรือประเจียดมักจะใช้ตะกรุดขนาดเล็ก

 

พิสมร

ทำด้วยแผ่นโลหะหรือใบลานรูปสี่เหลี่ยม ลงเลขยันต์มีที่ร้อยสาย แต่โดยมากไม่ม้วนให้กลมอย่างตะกรุด  ซึ่งต้องผ่านพิธีกรรมเช่นเดียวกับตะกรุด

 

พิรอด

ทำด้วยกระดาษสา หรือถักด้วยหวายผ่านพิธีกรรมแล้วลงรักปิดทองเรียกว่า “กำลังพิรอด” ใช้สวมต้นแขน หรือแขวนพิรอดใช้สวมนิ้ว หากเป็นกำไลพิรอดชนิดงู 2 ตัว กลืนหางซึ่งกันและกันจนตายทั้งคู่เช่นเดียวกับการทำมงคล นับว่าเป็นของวิเศษเพราะหายาก และเชื่อว่ามีอานุภาพมาก

 

ว่าน

คือพืชที่มีสรรพคุณหลายอย่างบางชนิดใช้ในการรักษาพยาบาล ใช้รับประทานรักษาโรคบางชนิดใช้ทารักษาบาดแผล รักษาผิวหนัง บางชนิดห้ามรับประทานเพราะเป็นพิษ บางชนิดเชื่อว่าทำให้ผิวหนังทนความร้อน หรือหนังเหนียว 

 

เครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกายที่เป็นส่วนปกปิดร่างกาย  ได้แก่ กางเกง ในสมัยก่อนจะไม่มีกางเกงที่ใช้สวมใส่เฉพาะเวลาขึ้นชกมวยเท่านั้น ส่วนมากนักมวยจะสวมกางเกงขาสั้นยาวประมาณแค่เข่าเป็นกางเกงที่ใช้โดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน ตัวกางเกงไม่มีขอบกางเกง ใช้ผ้าขาวม้าผูกคาดเอวไว้กันหลุด

 

ผ้าขาวม้า

เป็นผ้าที่ทอด้วยด้ายฝ้าย หรือผ้าไหม รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 1 เมตรครึ่ง ทอเป็นตาหมากรุกบ้างเป็นลายอื่นบ้าง

 

คาดเชือก

การคาดเชือกเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของมวยไทย คือ การคาดเชือกที่มือโดยใช้ด้ายดิบที่จับเป็นไจ(รวมเส้นด้าย) ขนาดโตเท่าดินสอดำ ต่อกันเป็นเชือกยาวประมาณ 20 -25 เมตร ม้วนแยกไว้ 2 กลุ่ม ใช้พันสันหมัดและข้อมือ ความยาวต่างกันตามความต้องการของประเภทนักมวย

 

จะเห็นได้ว่ามวยไม่ได้มีแค่การชกต่อยอย่างเดียว เราลงลายละเอียดความสำคัญต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่กำลังเริ่มเล่นหรือศึกษาให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และต้องต่อยมวยหรือฝึกฝนมวยกับครูมวยที่ดีและถูกหลักนะครับ

ดังนั้น หากท่านใดสนใจ ยิมมวย หรือ คลาสมวยไทยที่ถูกหลัก และครูมวยที่ดีที่สุด เราขอแนะนำ https://jaroenthongmuaythairatchada.com

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaiboxingproject

แต่งกายมวยไทย

แต่งกายมวยไทย

มวยไทยศิลปะการป้องกันตัวอันดับหนึ่งของโลก ที่มีต่างชาติ และคนไทยให้ความสำคัญมากในปัจจุบันแนวทางการอนุรักษ์นั้นเอง แต่หารู้ไม่ว่าการแต่งกายของนักมวยหรือมวยไทยเค้ามีการแต่งกายกันอย่างไร

 

การแต่งกายมวยไทยในสมัยปัจจุบัน

การแต่งกายมวยไทยในปัจจุบัน จะเน้นความสวยงามของเครื่องแต่งกายนักมวย  ถึงแม้นักมวยจะสวมกางเกงเพียงตัวเดียวก็ตามในการแข่งขัน  กางเกงนักมวยแต่ละคน หัวหน้าค่ายมวยจะสั่งตัดเย็บให้เป็นพิเศษของใครของมัน  โดยจะปักชื่อของนักมวยและชื่อค่ายมวยไว้ที่ตัวกางเกงด้านหน้าด้วยด้ายสีสันสดใสตัดกับสีของกางเกงเพื่อ ความโดดเด่นสวยงาม เช่น ถ้ากางเกงสีแดงก็มักจะปักชื่อด้วยด้ายสีทอง  สีเขียว  หรือสีดำ เป็นต้น

ถ้ากางเกงสีน้ำเงินก็มักจะปักชื่อด้วยด้ายสีทอง สีชมพู และสีแดง เป็นต้น นักมวยคนหนึ่งจะมีกางเกงมวยสำหรับใส่ชกอย่างน้อย  2 ตัว คือ กางเกงมวยสีแดงและสีน้ำเงินเพราะในการแข่งขันชกมวยเราไม่สามารถกำหนดมุมเองได้จึงต้องมีกางเกงเตรียมไว้ทั้งสองมุม  โดยกางเกงมวยสำหรับใส่ขึ้นชกนั้นจะถูกเก็บรักษาอย่างดีให้ใหม่และสวยอยู่เสมอ  เนื่องจากมีราคาแพงและการที่นักมวยสวมกางเกงมวยใหม่ๆ และสีสันสวยงามจะเป็นหน้าตาของค่ายมวยอีกด้วย

 

ครื่องรางของขลัง

เครื่องรางของขลังที่นักมวยไทยในสมัยปัจจุบัน ยังคงใช้เป็นเครื่องแต่งกายอยู่ ได้แก่ มงคลและประเจียด ซึ่งมงคลนั้นนักมวยจะสวมไว้บนศีรษะตั้งแต่แต่งตัวเสร็จจนขึ้นเวที   และจะถอดออกเมื่อทำพิธีไหว้ครูและร่ายรำมวยไทยเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเจียดนักมวยสามารถคาดไว้ที่ต้นแขน ตลอดเวลาการชกแข่งขันได้

เครื่องแต่งกายปัจจุบันประกอบไปด้วย

 

ผ้าพันมือ

การพันมือ หมายถึง การใช้ผ้าพันรอบมือก่อนสวมนวมเพื่อเข้าชกมวย เพื่อป้องกันไม่ให้มือได้รับอันตราย ผ้าพันมือเป็นผ้าเนื้ออ่อน เล็กประมาณ 1.30 นิ้ว ยาวไม่น้อยกว่า 6 ฟุต พี่เลี้ยงและครูมวยให้นักมวยนั่งในท่าที่สบายที่สุด ให้คว่ำมือและเหยียดให้นิ้วมือตรง ควรมีพี่เลี้ยงคอยประคองแขน เพื่อไม่ให้นักมวยใช้กำลังแขนมาก พี่เลี้ยงเป็นผู้พันมือ

เริ่มพันผ้าโดยพันให้ค่อนข้างตึง พันให้เหลื่อมและห่างจากข้อมือประมาณ 3 นิ้ว พันราว 6-7 รอบ บางคนนิยมเจาะผ้าให้เป็นรูโดยคล้องเข้ากับหัวแม่มือ เพื่อกันการคลายหลุดออก แล้วจึงพันข้อมือและหลังมือ เมื่อพัน ถึงหัวแม่มือก็พันย้อนไปทางข้อมือจนถึงฝ่ามือพันประมาณ 2-3 รอบ ให้นักมวยลองกำหมัดดูหลายๆ ครั้ง สำหรับบริเวณสันหมัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญพันสัก 2-3 รอบ

 

กระจับ

นั้นหมายความว่าการป้องกันในส่วนที่เป็นกล้องดวงใจ เพื่อไม่ให้กระแทก หรือโดนอาวุธของคู่ต่อสู้ในจุดนี้เพื่อป้องกันการ จุกและสามารถต่อยต่อได้ อันนี้เป็นอีกหนึ่ง อุปกรณ์สำคัญมากๆอย่างหนึ่ง จะเห็นได้ว่าหลายคู่อาจหยุดการชก เพราะว่าโดนกล่องดวงใจนั้นเอง

 

กางเกง

กางเกงเป็นขั้นพื้นฐานอยู่แล้วที่ทุกคนจะต้องส่วมใส่ ไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่กางเกงตัวนี้จะต้องขากว้างเพื่อออกอาวุธหรือเคลื่อนที่ได้สะดวกสบายนั้นเอง

นวม นวมนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ชกต่อยนั้นเอง แต่เดิม ใช่แค่เชือก หรือเรียกกันว่ามวยคาดเชือก

 

ฟันยาง

ฟันอย่างจำเป็นมากๆ เพราะการที่เราจะต่อยหนัก ฟันอย่างก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ต่อยหนักนะครับ เพราะการต่อยแต่ละครั้งเราจะต้องกัดฟันเพื่อแกร่งและทำให้ต่อยแรง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลักๆป้องกัน ฟันล้วง ฟันหัก แล้วก็การกัดลิ้นตัวเองนะครับ

 

ปลอกรัดเท้า

ปลอกรัดเท้านั้น จะไม่ได้ใส่ไว้แค่หล่อหรือเท่ห์เฉยๆ ปลอกรัดเท้านั้นจะสามารถเซฟ ข้อเท้าให้คงอยู่ไม่หลุดและสามารถ ขยับให้เร็วขึ้นหรือ สีที่สามารถหลอกล่อศัตรูอีกด้วย

 

      จะเห็นได้ว่ามวยไม่ได้มีแค่การชกต่อยอย่างเดียว เราลงลายละเอียดความสำคัญต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่กำลังเริ่มเล่นหรือศึกษาให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และต้องต่อยมวยหรือฝึกฝนมวยกับครูมวยที่ดีและถูกหลักนะครับ

     ดังนั้น หากท่านใดสนใจ ยิมมวย หรือ คลาสมวยไทยที่ถูกหลัก และครูมวยที่ดีที่สุด เราขอแนะนำ https://jaroenthongmuaythairatchada.com

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  thaiboxingproject

มวยไทย ฟิตหุ่นสวยแล้วยังเพิ่มความสูงได้อีกด้วย

มวยไทย ฟิตหุ่นสวยแล้วยังเพิ่มความสูงได้อีกด้วย

กีฬาที่เล่นเป็นประจำแล้วสามารถช่วยทำให้คุณสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วในคนที่ยังไม่หมดสูงอย่าง “มวยไทย” ( Muay Thai ) แต่สำหรับคนที่หมดสูงแล้วก็ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เพราะ “มวยไทย” ( Muay Thai )ให้ประโยชน์อีกเยอะมากมาย ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ร่างกายด้วย เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า “มวยไทย” ( Muay Thai ) ช่วยเพิ่มความสูงได้ยังไง

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เพิ่มความสูง

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาประเภทต่อสู้ เตะ ต่อย ซึ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมเล่นกัน แถมยังเป็นกีฬาที่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายได้เป็นอย่างดี มีประโยชน์มากมายที่นอกจากจะทำให้สูงแล้ว ยังทำให้หุ่นเฟิร์ม กระชับ และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วย

 

มวยไทย ( Muaythai ) ได้ออกกำลังทุกส่วนของร่างกาย

     เป้าหมายของการ “ต่อยมวย” คือ ให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกายและระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว การ “ชกมวย” ยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องอย่าง การทรงตัว ปฏิกิริยาตอบโต้และความคล่องตัว “มวยไทย” ( Muay Thai ) จะช่วยให้คุณได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างเต็มที่ จึงเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักที่ดี ทั้งเบิร์นไขมันสะสม และก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน แค่ครั้งละหนึ่งชั่วโมงครึ่ง สัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะเฟิร์มขึ้นจนรู้สึกได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงเลยทีเดียว

 

มวยไทย ( Muaythai ) ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ

     อยากมีซิกซ์แพค ( Six Pack ) ชัด ๆ ลองเลิกซิทอัพ (SIT UP) แล้วหันมาต่อยมวยดูสิ เพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพก เพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้นและเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น กล้ามท้องก็ไม่ไกลเกินฝันค่ะ

 

     นอกจากจะเพิ่มความสูงให้แก่ร่างกายแล้ว คุณยังได้ฝีไม้ลายมือในการป้องกันตัวติดไปด้วย แถมได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด ขอแค่อดทน เต็มที่ ไม่เบื่อหรือไม่ทิ้งกันไปก่อนนะคะ เมื่อได้ทราบแล้วใครที่อยากสูงหรืออยากเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกายไม่ควรพลาด หาเวลามาเล่นดูนะคะ สามารถติดต่อสอบถามเรียนมวยไทย เพื่อสุขภาพ และสาระบทความดีๆ ได้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม Jaroenthong Muay Thai Gym

 

ด้วยความปรารถนา ดีจาก Jaroenthong Muay Thai Gym

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Sanook

หมัด เท้า เข่า ศอก สู่ ‘ลูกไม้มวยไทย’

หมัด เท้า เข่า ศอก สู่ ‘ลูกไม้มวยไทย’

ไม้มวยไทยที่กล่าวถึงในตำรามวยไทยแบ่งออกตามลักษณะ การแก้ทางมวยและการจู่โจม เรียกว่า “กลมวย” แบ่งตามลักษณะการใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก เรียกว่า “เชิงมวย” บางตำราแบ่งเป็น แม่ไม้ ลูกไม้

 

     "ลูกไม้มวยไทย" หมายถึง ท่าของการใช้ศิลปะ "มวยไทย" ( Muay Thai ) ที่แยกย่อยออกไปจากแม่ไม้ มีลักษณะที่ละเอียดอ่อนมากมายหลายอย่าง ซึ่งผู้ฝึกจะต้องผ่านการฝึกหัดแม่ไม้มวยไทยก่อน จึงจะฝึกลูกไม้ให้ได้ดี บูรพาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิได้จัดแบ่งลูกไม้มวยไทยออกเป็น 15 ลูกไม้

 

1. เอราวัณเสยงา

     ไม้นี้ใช้แก้หมัด โดยใช้การหมุนตัวปัดหมัดและชกสวนออกไปด้วยหมัดเสยปลายคาง

 

2. บาทาลูบพักตร์

     ไม้นี้ใช้มือปัดหมัดแล้วถีบตรงสวนขึ้นสู่เป้าหมายใบหน้าของคู่ต่อสู้

 

3. ขุนยักษ์พานาง

     ไม้มวยนี้ใช้การสืบเท้าเข้ากอดตัว แล้วขัดขาทุ่มด้วยสะโพก ปัจจุบัน กลมวยไม้นี้ใช้ไม่ได้บนเวที

 

4. พระรามน้าวศร

     กลมวยไม้นี้ใช้รับศอกที่ตีมาจากด้านบน โดยงอขาต่ำลง งอแขน ใช้ท่อนแขนยันศอกไว้ แล้วชกสวน

 

5. ไกรสรข้ามห้วย

     ไม้นี้ใช้แก้เท้าที่เตะมาหมายใบหน้า โดยถีบสวนไปที่เท้าที่ยืนเป็นเท้าหลักของคู่ต่อสู้

 

6. กวางเหลียวหลัง

     กลมวยไม้นี้ใช้จู่โจมด้วยการถีบหรือเตะก่อน แล้วจึงตามด้วยลูกเตะหรือส้นเท้าที่ปลายคางหรือลิ้นปี่

 

7. หิรันต์ม้วนแผ่นดิน

     กลมวยไม้นี้เป็นแม่ไม้ของการศอกกลับหลังในลักษณะหมุนตัวเข้าไปตามอาวุธที่คู่ต่อสู้ใช้มา จะเป็นเข่า หมัด เตะ ใช้ม้วนเข้าศอกกลับหลังได้ทั้งสิ้น

 

8. นาคมุดบาดาล

     กลมวยไม้นี้ใช้ก้มตัวลอดเท้าที่เตะมา แล้วถีบเข้าที่เท้ายืนเป็นหลักให้หงายหลังล้มไป

 

9. หนุมานถวายแหวน 

     กลมวยไม้นี้ใช้แก้หมัดหรือเท้าของคู่ต่อสู้ โดยการหมุนตัวเข้าวงใน พุ่งหมัดคู่เสยเข้าที่ปลายคาง

 

10. ญวนทอดแห

     ไม้นี้เป็นไม้แก้ถีบ โดยปัดให้เสียหลักแล้วก้าวออกข้าง เตะสวนเข้าพับในของคู่ต่อสู้

 

11. ทะแยค้ำเสา

     กลมวยไม้นี้ใช้แก้เตะหรือถีบโดยก้มตัวลงถีบเท้าที่เป็นหลักให้หงายหลังล้มไป

 

12. หงส์ปีกหัก

     กลมวยไม้นี้ใช้แก้หมัด โดยสืบเท้าเข้าวงใน ใช้ศอก กระแทกหัวไหล่ให้หลุดหรือเคล็ดได้

 

13. สักพวงมาลัย

     ไม้นี้ใช้เข้าประชิดตัวใช้ศอกเสยหรือศอกกระทุ้งเข้าที่ชายโครงหรือลิ้นปี่

 

14. เถรกวาดลานวัด

     กลมวยไม้นี้ใช้จู่โจมส่วนล่างโดยการเตะตัดขาอย่างรุนแรง สามารถจะทำให้เท้าแพลงและหัวฟาดพื้นได้

 

15. ฝานลูกบวบ

     กลมวยไม้นี้ใช้สืบเท้าเข้าประชิดตัว แล้วตีศอกเฉียงเข้าใบหน้า

 

     ในปัจจุบัน ”การฝึกมวยไทย” ( Muay Thai ) ก็คือการฝึกชก เตะ และเรียนรู้ นำท่าทางต่าง ๆ ของมวยมาประยุกต์เป็นท่าออกกำลังกาย  ดังนั้น นอกจากคุณจะได้เบิร์นแล้ว คุณยังได้ฝีไม้ลายมือในการป้องกันตัวติดไปด้วย ท่องจำชื่อลูกไม้ แม่ไม้ต่างๆ ไว้เผื่อจำเป็นต้องใช้นะคะ ไปฝึกท่าตามเป็นอีกหนึ่งวิชา สามารถติดต่อสอบถามเรียนมวยไทย เพื่อสุขภาพ และอ่านสาระบทความดีๆ คลิกที่นี่เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก educatepark

หุ่นสวยด้วยมวยไทย

หุ่นสวยด้วยมวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) อาจดูเป็นกีฬาของสายโหด แต่ถ้าได้ลองมาออกหมัด เท้า เข่า ศอก ดูซะหน่อย คุณจะรู้ว่า "มวยไทย" ผู้หญิงก็สามารถฝึกได้ แถมช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย

 

     ศิลปะชั้นเลิศในการป้องกันตัวอย่าง มวยไทย (Muay Thai) เป็นที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก กลายเป็นกีฬาที่มีความสนุกปนโหด แต่ปัจจุบันนี้ มวยไทย ถูกนำมาใช้ในการออกกำลังกาย จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำให้ มวยไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ชายอีกต่อไป เพราะผู้หญิงเริ่มหันมาออกกำลังกายด้วยกีฬามวยไทย เพื่อให้หุ่นสวยฟิตเฟิร์มกันแล้ว

 

     การชก มวยไทย (Muay Thai) ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน แต่ก่อนชกจะมีการเตรียมร่างกายให้พร้อม มีการวอร์มร่างกายทุกครั้งก่อนเรียนทุกชั่วโมง ตั้งแต่การยืด การวอร์ม เบสิกเกี่ยวกับมวย เช่น การพันมือ กระโดดเชือก ต่อยเป้า เพื่อให้มีกำลังในการออกอาวุธเมื่อฝึกท่าทางต่างๆ และค่อยๆ สอนท่าต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับลงมือปฏิบัติ ซึ่งเรียกเหงื่อได้ดีเลยทีเดียว มวยไทย เป็นกีฬาที่เผาผลาญพลังงานอย่างมาก ผู้ฝึกนั้นสามารถเผาพลาญได้ถึง 800 แคลอรี/ ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมๆ กัน การเตะแค่หนึ่งครั้งได้ทั้งกล้ามเนื้อไหล่ กล้ามท้องด้านข้างไปจนถึงกล้ามเนื้อขา ทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น เป็นวิธีการออกกำลงกายที่เหมาะมากในการลดน้ำหนัก

 

     ข้อดีของการออกกำลังกายด้วย มวยไทย (Muay Thai) คือ ร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความกระฉับกระเฉง ช่วยลดน้ำหนัก ทำให้รูปร่างกระชับ หุ่นฟิต ช่วยลดความเครียด เป็นวิธีการผ่อนคลายที่ดีมาก ช่วยเสริมบุคลิก และสร้างความมั่นใจอีกด้วย

 

     การฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) จะช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายและใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างเต็มที่ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการลดน้ำหนัก ทั้งเบิร์นไขมันและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไป หากได้ฝึกอย่างต่อเนื่องรับรองว่าคุณจะเฟิร์มขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เวลาที่คุณออกแรงเตะ ต่อย ครูฝึกจะสอนให้เปล่งเสียงออกมาเต็มที่ ซึ่งตรงนี้นอกจากจะช่วยเรื่องระบบการหายใจแล้ว ยังจะทำให้คุณได้ปลดปล่อยความเครียดด้วย และมีวิชาป้องกันตัวติดตัวไปด้วย

 

     การฝึกลดน้ำหนัก หุ่นสวยด้วยมวยไทยที่ได้ผลนั้น ต้องฝึกกับครูผู้สอนที่มีความรู้ประสบการณ์ ในสถานที่ที่มีความปลอดภัย เพราะมวยไทยจะต้องมีการปะทะ การออกกำลัง ใช้กล้ามเนื้อ หากฝึกในที่ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเกิดอันตรายได้

 

     ขอแนะนำ เจริญทอง มวยไทย ยิม ( Jaroenthong Muay Thai ) สามารถฝึกแบบส่วนตัว หรือ ฝึกเป็นกลุ่ม ก็ได้ มีให้เลือก 3 สาขา ได้แก่ สาขารัชดา สาขาข้าวสาร และสาขาศรีนครินทร์ เลือกสาขาที่สะดวก ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน แล้วไปต่อยมวยเพื่อหุ่นสวยกันนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook

ศิลปะกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทย

ศิลปะกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทย

การใช้อวัยวะในร่างกายเป็นอาวุธพร้อมกับการเคลื่อนไหวทั้งการรุกและรับ นับเป็นการต่อสู้ที่มีศิลปะแต่กว่าจะไปถึงขั้นนั้นได้ต้องเรียนรู้ แม่ไม้มวยไทย เสียก่อน เพราะเป็นท่าพื้นฐานของการใช้ไม้มวยไทยที่สำคัญ

 

     แม่ไม้มวยไทย คือ การผสมผสานการใช้อาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก เพื่อการรุกหรือรับในการต่อสู้มวยไทย ซึ่งการจะใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยได้อย่างชำนาญนั้น จะต้องฝึกฝนการใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก เบื้อต้นให้คล่องแคล่วเสียก่อน จากนั้นจึงหัดใช้ผสมผสานกันไป รวมถึงการหลบหลีก จึงได้มีการดัดแปลงให้ง่ายต่อการนำไปใช้ ด้วยการตั้งชื่อท่ามวยตามลักษณะท่าทางให้จดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

แม่ไม้มวยไทยที่สำคัญ ได้มีการจัดแบ่งไว้ 15 ท่า หรือ 15 ไม้ดังนี้

1. สลับฟันปลา (รับวงนอก)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้ป้องกัน ใช้รับและหลบหลีกอาวุธของคู่ต่อสู้ โดยหลบออกวงนอก นอกลำแขนของคู่ต่อสู้ ทำให้หมัดตรงของผู้ชกเลยหน้าไป

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดตรงซ้าย พร้อมกับตัวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า หมายชกบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ
  • ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะและตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวาจับกำคว่ำที่แขนท่อนบน ของฝ่ายรุก มือซ้ายจับกำหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับหักแขน)

     การถ่ายเทของทั้งสองท่า มีการเคลื่อนไหวร่างกายและแขนในลักษณะสลับฟันปลา เป็นการป้องกันก่อนที่จะหาโอกาสตอบโต้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

 

2. ปักษาแหวกรัง (รับวงใน)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้ป้องกันและตอบโต้ เมื่อคู่ต่อสู้เข้าปล้ำและกอดรัด แม่ไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่วงใน เพื่อใช้ลูกไม้อื่น ๆ ต่อไป

  • ฝ่ายรุก - ชกใบหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า เฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้ายพร้อมงอแขนทั้ง 2 ขึ้น ปะทะแขนท่อนบนและท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน (คล้ายท่าพนมมือ) ศอกกางประมาณ 1 คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอย ชำเลืองดูหมัดขวา ของฝ่ายรุก

 

3. ชวาซัดหอก (ศอกวงนอก)

     แม้ไม้นี้ เป็นไม้มวยที่ใช้ป้องกันหมัดคู่ต่อสู้ เป็นหลักสำหรับหลบหมัดตรงออกทางวงนอกและตอบโต้ด้วยศอก

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดตรงซ้ายยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาพร้อมรีบงอแขนซ้าย ใช้ศอกกระแทก ชายโครงใต้แขนซ้ายของฝ่ายรุก

 

4. อิเหนาแทงกฤช (ศอกวงใน)

     แม่ไม้นี้ เป็นหลักใช้รับหมัดชกตรงด้วยการใช้ศอกเข้าคลุกวงใน

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าซ้าย งอศอกขวา ขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ตอบด้วยแขนซ้าย

 

5. ยกเขาพระสุเมรุ (ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว 45 องศา)

     แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัวเข้าวงใน ให้หมัดผ่านศีรษะไป แล้วชกเสยคาง

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายตึง ย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนขาขวา พร้อมยืดเท้าขวายกตัวเป็นแหนบ พร้อมกับพุ่งหมัดชกขวาเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคาง ของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

 

6. ตาเถรค้ำฟัก (ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา)

     แม่ไม้นี้ เป็นหลักเบื้องต้นในการป้องกันหมัด โดยใช้แขนเปิดขึ้นปัดหมัดที่ชกมาแล้วต่อยหมัดสวนที่ปลายคาง

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าของฝ่ายรุก ทางกึ่งขวาของวงหมัดภายในของฝ่ายรุกที่ชกมา งอเข่าซ้าย เล็กน้อยใช้หมัดซ้าย ชกใต้คางของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนยวาที่งอป้องหมัดซ้ายฝ่ายรุกที่ชกมาให้พ้นตัว

 

7. มอญยันหลัก (รับต่อยด้วยถีบ)

     แม่ไม้นี้ เป็นหลักสำคัญในการรับหมัดด้วยการใช้เท้ายันหรือถีบเข้าที่ยอดอก หรือ ท้อง

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - ผลักตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า เหลียวดูฝ่ายรุกพร้อมยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือท้องน้อยของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป

 

8. ปักลูกทอย (รับเตะด้วยศอก)

     แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักในการรับ การเตะกราด การเตะเฉียง โดยใช้ศอกกระแทกเข้าที่หน้าแข้ง

  • ฝ่ายรุก - ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปซ้าย โน้มตัว เล็กน้อย งอแขนทั้ง 2 ป้องกันตรงหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบผลักตัวไปทางซ้าย พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า

 

9. จระเข้ฟาดหาง (รับต่อยด้วยเตะ)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยที่ใช้ตอบโต้คู่ต่อสู้ โดยใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลัง เมื่อคู่ต่อสู้พลาดแล้วเสียหลัก จึงหมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า อาจทำให้ไตพิการได้

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวา ให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้าย เป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ

 

10. หักงวงไอยรา (ถองโคนขา)

     ไม้นี้ใช้ เป็นไม้มวยใช้แก้การเตะ โดยตัดกำลังขา ด้วยการใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่โคนขา

  • ฝ่ายรุก - ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้ง ๒ บังอยู่ตรงหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว ข้างตัวไปทางซ้าย เข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรง ทันใด เอามือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุก ต้องพยายามยกขาฝ่ายรุกให้สูง กันฝ่ายรุกใช้ศอกถองศีรษะ

 

11. นาคาบิดหาง  (บิดขาจับตีเข่าที่น่อง)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้รับการเตะ การถีบของคู่ต่อสู้ โดยใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าบิด พร้อมกับใช้เข่า กระทุ้งหรือกระแทกขา เพื่อให้หักหรือเดาะ

  • ฝ่ายรุก - ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้ง ๒ งออยู่ตรงหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบผลักตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว ทันใดนั้น รีบยกเข่าขวาตีที่น่องของฝ่ายรุก

 

12. วิรุณหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้รับการเตะ โดยใช้ส้นเท้ากระแทกที่บริเวณโคนขา ทำให้เคล็ดจนขาแพลงไป

  • ฝ่ายรุก - ยกเท้าซ้ายเตะกลาง ลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ
  • ฝ่ายรับ - รีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่ บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขน ทั้งสองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็ว และแรงถึงขนาด ฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก

 

13. ดับชวาลา (ปัดหมัดต่อยตอบ)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้มวยใช้แก้การชกด้วยหมัดตรง โดยชกสวนที่ใบหน้า เข้าสู่บริเวณใบหน้าหรือลูกตา

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวาคุมบริเวณ ปลายคาง
  • ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัดและกดแขนซ้าย ของฝ่ายรุกที่ชกมา ให้เอนไปทางซ้าย กดให้ต่ำลง ทันใดรีบใช้หมัดซ้ายต่อย บริเวณปากครึ่งจมูกครึ่ง หรือที่เบ้าตา ของฝ่ายรุก แล้วพุ่งตัวโดด ไปทางกึ่งขวา

 

14. ขุนยักษ์จับลิง (รับ-เตะ-ต่อย-ถอง)

     แม่ไม้นี้ เป็นไม้สำคัญมาก เรียกว่า รวมไม้ ใช้ป้องกันคู่ต่อสู้ที่ไวในการต่อย เตะ และศอกติดพันกัน การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1

  • ฝ่ายรุก - ชกหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
  • ฝ่ายรับ - รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรับให้พ้นจากตัว

ตอนที่ 2

  • ฝ่ายรุก – ยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ
  • ฝ่ายรับ – รีบโยกตัว ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังราวกึ่งซ้าย ย่อตัวใช้ศอกขวากระแทกที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุก

ตอนที่ 3

  • ฝ่ายรุก - งอแขนขวาโน้มตัวกระแทกศอกที่ศีรษะของฝ่ายรับ
  • ฝ่ายรับ – รีบยืดตัว งอแขนขึ้นให้แขนท่อนบนปะทะแขนท่อนล่างของฝ่ายรุก แล้วรีบผลักตัว ก้าวเท้าขวาไปทางหลังประมาณครึ่งก้าว

 

15. หักคอเอราวัณ (โน้มคอตีเข่า)

     แม่ไม้นี้ เป็นเป็นไม้มวยใช้บุกจู่โจมในขณะที่คู่ต่อสู้เดินมวยเข้าหาแล้วงอเข่าหน้ามากเหมือนบันได ให้เดินขึ้นไปเหยียบแล้วเข่าเหมือนก้าวขึ้นบันได แล้วต่อด้วยตีศอกที่กลางศีรษะ

  • ฝ่ายรุก - ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง
  • ฝ่ายรับ - ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วโดด เข้าเหวี่ยงคอฝ่ายรุก โน้มลงมาโดยแรง แล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า

 

     ลองฝึกท่าแม่ไม้มวยไทยกันดูนะคะ ถ้าฝึกจนคล่องแคล่ว ชำนาญแล้ว จะได้ไปฝึกลูกไม้มวยไทย กันต่อค่า

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก educatepark

สังเวียนมวยไทย

สังเวียนมวยไทย

ยิมมวยในยุคนี้ได้รับความสนใจทั้งจากเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงชาวต่างชาติ โดยนิยมเรียนมวย ฝึกมวยไทยเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ ซึ่งศิลปะมวยไทยได้มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา

 

     ในสมัยก่อนนั้นผู้คนจะฝึกมวยไทยเพื่อใช้ป้องกันตัวและนำไปใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น การเข้าสู่ศึกสงคราม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนบ้านเมืองมีความสงบขึ้น มวยไทยได้กลายมาเป็นกีฬาการต่อสู้ที่ใช้อวัยวะแทบจะทุกส่วนของร่างกายให้เป็นประโยชน์ จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ มวยไทย ได้กลายเป็นการฝึกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อออกกำลังกาย ใช้ลดน้ำหนัก

 

     หากกล่าวถึงรูปแบบการจัดชกมวยไทย ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน ในสมัยก่อน สนามมวย นั้นเป็นสนามจริง ๆ โดยเอาเชือกมากั้นพอเป็นบริเวณ แล้วชกกันบนพื้นดิน ใช้จอกหรือกะลาเจาะรูลอยน้ำเป็นมาตรากำหนดเวลา จมครั้งหนึ่งเรียกว่ายกหนึ่ง จนต่อมาเริ่มสร้างเวทีขึ้น โดยพื้นใช้ไม้กระดาน เสื่อเป็นแบบเสื่อกระจูดทับข้างบน มีการนับโดยจับเวลาเป็นนาที จนพัฒนามาเรื่อย ๆ กลายเป็นสังเวียนมวย หรือ เวทีมวย หรือ สนามมวย (Boxing ring) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสนามกีฬาสำหรับใช้การแข่งขันกีฬามวย ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยหรือมวยสากล โดยส่วนมากแล้วสังเวียนมวยมักจะเป็นสนามกีฬาในร่ม เว้นแต่สังเวียนมวยชั่วคราวที่จะตั้งอยู่ข้างนอก ซึ่งสังเวียนที่จะใช้ทำการแข่งขันจะมีมาตรฐานตามที่ AIBA (สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ) กำหนดไว้

 

ตามหลักกติกาสากลแล้ว สังเวียนมวยที่ได้มาตรฐานจะต้องมีลักษณะดังนี้

  1. สังเวียนต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดเล็กด้านละ 20 ฟุต (6.10 เมตร) ขนาดใหญ่ด้านละ 24 ฟุต (7.30 เมตร) วัดจากข้างในเส้นเชือก และพื้นเวทีสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 3 ฟุต แต่ห้ามเกิน 4 ฟุต
  2. เชือกกั้น ต้องมีเชือก 4 เส้น และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเชือกไม่ต่ำกว่า 1½ นิ้ว โดยจะขึงติดกับเสาที่มุม สูงจากพื้นเวทีขึ้นไป 16, 32, 48 และ 60 นิ้ว ตามลำดับ ทั้งนี้ให้หุ้มเชือกด้วยวัสดุที่มีความอ่อนนุ่มและเรียบ ส่วนที่มุมเชือกด้านในต้องหุ้มด้วยวัสดุอย่างอ่อน และเชือกในแต่ละด้านของสังเวียนจะต้องผูกยึดกันด้วยผ้าเหนียวสองชิ้น โดยมีขนาดกว้าง 1 – 1½ นิ้ว และมีระยะห่างที่เท่ากัน ซึ่งผ้าที่ผูกนั้นต้องไม่ลื่นไปตามเชือก
  3. พื้นเวที หรือ พื้นสนาม ต้องมีความปลอดภัย ได้ระดับ ไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ และต้องยื่นออกไปนอกเชือกอย่างน้อย 20 นิ้ว และต้องปูด้วยผ้าสักหลาด ยาง หรือวัสดุอื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยจะต้องมีลักษณะยืดหยุ่นได้ และมีความหนาไม่น้อยกว่า 1 ½ นิ้ว พร้อมปูทับด้วยผ้าตึงคลุมพื้นเวทีทั้งหมด
  4. มุมสังเวียน ต้องตั้งเสาที่มุมทั้งสี่มุม โดยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว และสูงขึ้นไปจากเวที 60 นิ้ว พร้อมทั้งหุ้มนวมที่มุมภายในเชือกให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายกับนักมวย และ มุมแดง จะอยู่ใกล้กับประธานกรรมการควบคุมการแข่งขัน หรือ ประธานคณะลูกขุน
  5. บันได จะมี 3 บันได และต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 3 ฟุต ไว้ที่มุมต้องข้ามของเวทีสองบันไดเพื่อให้นักมวยและพี่เลี้ยงขึ้นลง ส่วนอีกบันไดหนึ่งนั้นให้อยู่ที่มุมตรงกลางสำหรับผู้ชี้ขาดและแพทย์
  6. ต้องมีกล่องพลาสติกที่มุมกลางทั้งสองมุมนอกสังเวียนให้ติดล่องพลาสติกมุมละกล่อง เพื่อให้ผู้ชี้ขาดทิ้งสำลีหรือกระดาษบาง ๆ ที่ซับเลือดแล้ว
  7. สังเวียนเพิ่มเติม อาจใช้สังเวียน 2 สังเวียน ในการแข่งขันที่มีนักกีฬามาก หรือชิงชนะนัดสำคัญ ๆ ได้

 

     สำหรับสนามมวยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ในประเทศไทย ได้แก่ สนามมวยราชดำเนิน, สนามมวยเวทีลุมพินี ในต่างประเทศ อาทิ นิปปงบุโดกัง, โคระกุเอ็งฮอล ในประเทศญี่ปุ่น และเมดิสันสแควร์การ์เดน ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นเวทีมวยที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานและสามารถใช้สำหรับจัดการแข่งขันได้อย่างไม่มีปัญหา

 

     ใครที่อยากฝึก อยากเรียนมวยไทย สามารถมาได้ที่ เจริญทอง มวยไทย ยิม (Jaroenthong Muay Thai) ทั้ง 3 สาขา (ข้าวสาร, รัชดา และศรีนครินทร์) พวกเรายินดีต้อนรับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก oleptra

ลีลาของมวยไทย

ลีลาของมวยไทย

มวยไทย (Muay Thai) ศิลปะการต่อสู้ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก มีเอกลักษณ์ และเป็นวัฒนธรรมของชาติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ต่อสู้โดยใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธ

 

     การฝึกมวยไทย ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทนต่อความเจ็บปวด การฝึกต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดความชำนาญ สามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่เด็กอายุประมาณ 9-10 ปี โดยการเรียน การฝึกมวยไทยนั้น จะต้องเรียนรู้และฝึกฝนอย่างหนักทั้งร่างกายและใจ โดยต้องฝึกให้นักมวยทุกคนมีจริยธรรมและคุณธรรม มีน้ำใจนักกีฬา บังคับยับยั้งอารมณ์ตนเองได้ มีสติ สมาธิ และใช้ไหวพริบปฏิภาณ ไม่เช่นนั้นอาจเสียเปรียบคู่ต่อสู้

 

ลักษณะลีลาของมวยไทย มี 2 ลักษณะ

1. มวยหลัก หรือ มวยแข็ง

     หมายถึง นักมวยที่มีวิธีการต่อสู้อย่างรัดกุม สุขุมรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นท่าคุมมวย และการจดท่ามวยอย่างมั่นคง การเคลื่อนไหวแต่ละก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ผลีผลาม ดูคล้ายจะเชื่องช้า ไม่คึกคะนอง แต่ใช้ทุกอย่างในร่างกายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสายตา การย่างเข้าหาคู่ต่อสู้ เป็นมวยรอจังหวะเข้าทำ ตอนที่ฝ่ายตรงข้ามรุกเข้ามาก่อน แล้วตัวเองจึงฉวยโอกาสเข้าทำ ได้ทั้งน้ำหนักรุนแรง และแม่นยำ

     ลักษณะประเภทมวยหลัก จะถูกฝึกสอนให้ตั้งรับ และรอจังหวะ มีความสุขุมเยือกเย็น มีลำหักลำโค่นดี ใช้ศิลปะมวยไทยได้หนักหน่วง รุนแรง และแม่นยำ เหมาะกับคนที่มีรูปร่างใหญ่ และใจเย็น

 

2. มวยเกี้ยว หรือ มวยอ่อน

     หมายถึง นักมวยที่ใช้ชั้นเชิงในการต่อสู้แหลมคม แพรวพราว มีไหวพริบปฏิภาณรวดเร็วในการแก้ปัญหา การเข้าทำคู่ต่อสู้ จะไม่หยุดนิ่ง เคลื่อนตัวไปมาทั้งซ้ายและขวาสลับกัน จะใช้กลลวงหลายรูปแบบ ทำให้คู่ต่อสู้จับทางมวยยาก มวยเกี้ยวจะมีลีลาท่าทางที่แคล่วคล่องว่องไว ลูกหลอกลูกล่อ หลบหลีกได้ดี มีสายตาดี เวลารุกหรือรับรวดเร็ว เข้าทำในระยะประชิด ด้วยความเด็ดขาด

     ลักษณะประเภทมวยเกี้ยว จะถูกฝึกถึงขั้นต้องเยื้องย่างในน้ำ ตีให้น้ำกระเซ็น ห้ามหลับตา แรงต้านของน้ำจะช่วยให้เมื่ออยู่บนบกจะสามารถรุกรับ ออกอาวุธได้อย่างรวดเร็วทั้งเท้า เข่า ศอก และหมัด เหมาะสำหรับคนที่มีรูปร่างเล็ก ผอมเพรียว

 

     ไม่ว่าจะมวยหลักและมวยเกี้ยวต่างมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยมวยหลักจะมีความรุนแรงในการใช้เท้า เข่า ศอก ส่วนมวยเกี้ยวจะใช้ เท้า เข่า หมัด ศอก ได้รวดเร็วกว่าแต่ไม่รุนแรงเท่ามวยหลัก ลีลามวยไทยทั้งสองนั้นขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน สำหรับผู้ที่รูปร่างสันทัด ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป สามารถฝึกฝนในลักษณะผสมผสานระหว่างมวยหลักและมวยเกี้ยวควบคู่กันไปได้ โดยมีทั้งความว่องไวและรุนแรงในการใช้เท้า เข่า หมัด ศอก

 

     การฝึกฝนมวยไทยที่ดี ควรฝึกหลายรูปแบบ แม้ว่าจะใช้เวลายาวนานและใช้ความอดทนมหาศาล แต่หากได้ฝึกหัดติดต่อกันจะทำให้ มีระบบและมีทักษะที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน  สนใจเรียนมวยไทย เจริญทอง มวยไทย ยิม (Jaroenthong Muay Thai)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก muaythaionlines

มวยไทย 5 สาย มีอะไรกันบ้าง ?

มวยไทย 5 สาย มีอะไรกันบ้าง ?

มวยไทยมีหลักพื้นฐานเดียวกัน คือ การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก และศีรษะ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นได้มีการพัฒนาความสามารถและความถนัดในเชิงมวยที่แตกต่างกันออกไป และได้มีการเปรียบเปรยความสามารถเชิงมวยของท้องถิ่นต่าง ๆ ออกเป็น 5 สาย “หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา ครบเครื่องพลศึกษา” มาดูกันดีกว่าว่า 5 สายนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

1. มวยลพบุรี

     มวยลพบุรีนั้น ถือเป็นมวยไทยภาคกลาง เอกลักษณ์ของมวยลพบุรี คือ เป็นมวยที่ชกฉลาด มีการรุกรับที่คล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงแม่นยำ เรียกว่า “มวยเกี้ยว” หมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้ โดยใช้กลลวงมากมาย เคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อ หลบหลีกได้ดี สายตาดี รุกรับและออกอาวุธหมัด เท้า เข่า ศอกได้อย่างรวดเร็ว สมกับฉายา “ฉลาดลพบุรี” และเอกลักษณ์อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มีการพันมือครึ่งแขน แต่ที่แปลกและเด่นกว่ามวยสายอื่น ๆ คือ การพันคาดทับข้อเท้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมวยลพบุรี 

 

     ในส่วนของกระบวนท่าของมวยไทยสายลพบุรีนั้น พบว่า มีด้วยกัน 16 กระบวนท่า ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่ผสมกลมกลืนจากการหล่อหลอมและเลียนแบบท่าทางของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ลิง และ ช้าง ที่มีอยู่มากในเมืองลพบุรี และครูมวย นักมวยไทยสายลพบุรีที่ควรรู้จัก ได้แก่ ครูดั้ง ตาแดง, ครูนวล หมื่นมือแม่นหมัด, นายซิว อกเพชร, นายแอ ประจำการ, นายเย็น อบทอง, นายเพิก ฮวบสกุล, นายจันทร์ บัวทอง, นายชาญ ศิวา-รักษ์, นายสมทรง แก้วเกิด และครูประดิษฐ์ เล็กคง ซึ่งบุคคลเหล่านี้นับได้ว่าเป็น มวยไทยสายลพบุรี เป็นประวัติศาสตร์ของมวยไทย ที่เป็นมวยท้องถิ่นที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรสยาม มีอายุถึง 1,356 ปี มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ประวัติความเป็นมาเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณี

 

     การแข่งขันมวยไทยสายลพบุรี มีกติกาการชก กำหนด 5 ยก โดยใช้ยกเวียน การหมดยกใช้กะลาเจาะรูใส่ในโหล เมื่อกะลาจมน้ำถือว่าหมดยก การต่อสู้ใช้อวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย การเปรียบมวยอยู่ที่ความสมัครใจของผู้ชก ไม่เกี่ยงน้ำหนักหรืออายุ การไหว้ครูเหมือนการไหว้ครูสายอื่น ๆ โดยทั่วไป

 

2. มวยโคราช

     มวยโคราชนั้น ถือเป็นมวยไทยภาคอีสาน เอกลักษณ์ของมวยโคราช คือ สวมกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ สวมมงคลที่ศีรษะขณะชก มีการพันหมัดแบบคาดเชือกตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก เพราะมวยโคราช เป็นมวยชกหมัดวงกว้างหนักหน่วง ที่เรียกว่า “หมัดเหวี่ยงควาย”  สมกับฉายา “หมัดหนักโคราช ซึ่งการพันเชือกเช่นนี้เพื่อป้องกันการเตะ ต่อยนั่นเอง

 

     ในส่วนของกระบวนท่าของมวยไทยสายโคราชนั้น พบว่า มีการฝึกตามขั้นตอน และเมื่อเกิดความคล่องแคล่วจะทำพิธียกครู แล้วให้ย่างสามขุมและฝึกท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ท่าฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่ไม้สำคัญ ซึ่งได้แก่ ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า ท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า

 

     วิธีจัดการชกมวยโคราช นิยมจัดชกในงานศพที่ลานวัด ในเรื่องของการเปรียบมวยจะให้ทหารตีฆ้องไปตามหมู่บ้านแล้วร้องบอกให้ทราบโดยทั่วกัน และเมื่อเปรียบได้แล้วให้นักมวยมาชกประลองฝีมือกันก่อน หากฝีมือทัดเทียมกันก็ให้ชกแล้วนัดวันมาชก ซึ่งในการเปรียบมวยโคราช ไม่มีกฎกติกาที่แน่นอน หากพอใจก็ชกกันได้ ส่วนรางวัลการแข่งขันจะเป็นสิ่งของเงินทอง แต่หากเป็นการชกหน้าพระที่นั่ง รางวัลที่ได้รับจะเป็นหัวเสือและสร้อยเงิน

 

     ในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 มวยไทยโคราช เป็นช่วงที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ นักมวยฝีมือดี ได้แก่ นายแดง ไทยประเสริฐ หรือ หมื่นชงัดเชิงชก, ครูบัว  นิลอาชา (วัดอิ่ม), นายทับ จำเกาะ, นายยัง หาญทะเล, นายตู้ ไทยประเสริฐ, นายพูน  ศักดา เป็นต้น

           

3. มวยไชยา

     มวยไชยานั้น ถือเป็นมวยไทยภาคใต้ เป็นศิลปะมวยประจำถิ่นอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เอกลักษณ์ของมวยไชยา มีอยู่ 7 ด้าน การตั้งท่ามวยหรือการจดมวย ท่าครูหรือท่าย่างสามขุม การไหว้ครูร่ายรำ การพันมือแบบคาดเชือก การแต่งกาย การฝึกซ้อมมวยไชยา และแม่ไม้มวยไชยา

 

     กระบวนท่าของมวยไชยามีทั้งหมด 5 ชุด คือ แม่ไม้มวยไทยไชยา 7 ท่า ได้แก่ ปั้นหมัด พันแขน พันหมัด กระโดดตบศอก พันหมัดพลิกเหลี่ยม เต้นแร้งเต้นกา ย่างสามขุม ท่าที่สำคัญคือท่า “เสือลากหาง” เคล็ดมวยไชยาการป้องกันตัว และจะเป็นการป้องกันตัวแบบ 4 ป. คือ “ป้อง ปัด ปิด เปิด” และนอกจากการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก แล้วยังมีวิชาการต่อสู้เช่น การ ทุ่ม ทับ จับ หัก” อีกด้วย ซึ่งสมกับฉายา “ท่าดีไชยา” นั่นเอง และมวยไชยาจะคาดเชือกแค่ข้อมือเท่านั้น

 

4. มวยท่าเสาและพระยาพิชัย

     มวยท่าเสา ถือเป็นมวยไทยภาคเหนือ แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่ากำเนิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นครูมวยคนแรก แต่จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ทำให้ทราบว่าครูมวยไทยสายท่าเสาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ ครูเมฆ เอกลักษณ์ของมวยท่าเสา คือ การจดมวยกว้างและให้น้ำหนักตัวไปทางด้านหลัง เท้าหน้าสัมผัสพื้นเบา ๆ ทำให้ออกมวยได้ไกล รวดเร็ว และรุนแรง สมกับฉายา “ไวกว่าท่าเสา” ส่วนกลยุทธ์มวยพระยาพิชัยดาบหักเป็นทั้งมวยอ่อนและแข็ง สามารถรุกรับตามสถานการณ์ รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองและคู่ต่อสู้

 

     ครูมวยท่าเสาที่มีความสามารถ ได้แก่ ครูเมฆ, นายทองดี ฟันขาว, ครูเอี่ยม, ครูเอม, ครูอัด คงเกตุ, ครูโต๊ะ, ครูโพล้ง, ครูฤทธิ์, ครูแพ, ครูพลอย, นายประพันธ์ เลี้ยงประเสริฐ, นายเต่า คำฮ่อ (เชียงใหม่) และนายศรี ชัยมงคล

 

     กระบวนท่าของมวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัยนั้น พบว่า มีกระบวนท่าการชก 15 ไม้ การเตะ 10 ไม้ การถีบ 10 ไม้ การตีเข่า 10 ไม้ และการศอก 10 ไม้ ส่วนในเรื่องของระเบียบประเพณีของมวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย ต้องมีการขึ้นครูหรือยกครู การไหว้ครูประจำปี การครอบครู และการรำไหว้ครูก่อนชก

 

     เมื่อครูที่มีชื่อเสียงทั้งหลายเริ่มถึงแก่กรรม ทำให้มวยไทยสายท่าเสาได้ลดบทบาทลง และมีมวยสายอื่น ๆ เข้ามามากขึ้น มวยไทยสายครูเมฆแห่งท่าเสาเริ่มถูกลบเลือนไป เอกลักษณ์ของมวยสายท่าเสาอาจจะสูญสิ้นไปหากไม่มีการอนุรักษ์มวย ลาวแกมไทย ตีนไวเหมือนหมาเอาไว้

 

5. มวยพลศึกษา

     มวยพลศึกษา ได้ก่อกำเนิดมาพร้อมกับการจัดตั้งสามัคยาจารย์สมาคม เพื่อจัดเป็นสถานที่การออกกำลังกาย สำหรับประชาชนทั่วไป และได้มีการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชามวยไทยสายพลศึกษาที่มีชื่อเสียงคือ อาจารย์สุนทร ทวีสิทธิ์ หรือ อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์ ปรมาจารย์มวยที่มีชื่อเสียง มีความเชี่ยวชาญหมัด ซึ่งศึกษามาจากหม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกุล ซึ่งได้ทรงศึกษาการชกมวยสากลของประเทศไทย จนได้ชื่อว่าเป็นบิดามวยสากลของประเทศไทย นอกจากหมัดแล้วยังเน้นความเร็ว จังหวะเข้า- ออกที่คล่องแคล่วว่องไว เรียกได้ว่ามวยพลศึกษาเป็นมวยครบเครื่อง สมกับฉายา “ครบเครื่องพลศึกษา”

 

     เอกลักษณ์ของมวยไทยสายพลศึกษา พบว่า มีทั้งหมด 3 ด้าน คือ เอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย เอกลักษณ์ด้านการไหว้ครูและร่ายรำมวยไทย เอกลักษณ์ด้านการเรียนการสอน ส่วนในเรื่องของกระบวนท่าของมวยไทยสายพลศึกษา จะประกอบไปด้วย กลวิธีการใช้หมัด กลวิธีการใช้เท้า กลวิธีการใช้เข่า กลวิธีการใช้ศอก แม่ไม้มวยไทย และลูกไม้มวยไทย ในเรื่องของระเบียบประเพณีของมวยไทย จะมีพิธีการขึ้นครูหรือการยกครู พิธีการไหว้ครู และเครื่องดนตรีประกอบ

 

     ด้วยความที่มวยไทยสืบทอดมาจากมวยโบราณซึ่งแบ่งออกเป็น 5 สาย คือ มวยไทยสายไชยา มวยไทยสายโคราช มวยไทยสายลพบุรี มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย และมวยไทยสายพลศึกษา แต่ละสายมีทั้งเอกลักษณ์ กระบวนท่า ระเบียบประเพณี และวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ที่ควรค่าแก่การรักษาสืบไว้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก educatepark

ทำความรู้จักกับ “มวยไทย” แต่ละสมัย

ทำความรู้จักกับ “มวยไทย” แต่ละสมัย

มวยไทย (Muaythai) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งเมื่อก่อนนั้นมวยไทย ถูกเรียกว่า "ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 9" (Art of Nine Limbs) เพราะมีการต่อสู้โดยใช้อาวุธบนร่างกาย 9 อย่าง (นวอาวุธ) คือ หมัด 2, ศอก 2, เข่า 2, เท้า 2 และ หัว 1แต่ในปัจจุบันกติกามวยไทยได้ตัดการใช้หัวโขกออกไป จึงกลายเป็น “ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8” (Art of Eight Limbs) แทน

 

  • มวยไทยสมัยกรุงสุโขทัย

     ในสมัยกรุงสุโขทัย มวยไทยถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้กษัตริย์เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม ดังความปรากฏตามพงศาวดารว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงส่งเจ้าชายร่วงโอรสองค์ที่สองไปฝึกมวยไทยที่สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี หรือการที่พ่อขุนรามคำแหงทรงนิพนธ์ตำหรับพิชัยสงคราม โดยมีความข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทย และการใช้อาวุธอย่างดาบ หอก มีด โล่ ธนู

 

  • มวยไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา

     สมัยกรุงศรีอยุธยาเริ่มประมาณ พ.ศ.1988 - 2310 รวมระยะเวลา 417 ปี ในระหว่างนั้นบ้างก็มีศึกกับประเทศใกล้เคียง ทำให้เหล่าชายฉกรรจ์สมัยกรุงศรี ต้องฝึกฝนความชำนาญในการต่อสู้ด้วยอาวุธและศิลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่า หรือ มวยไทย นั่นเอง

 

     ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้มีกรมมวยหลวงขึ้น โดยให้คัดเลือกเอาชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือในการชกมวยไทยเข้าต่อสู้กันหน้าพระที่นั่ง แล้วคัดเลือกผู้มีฝีมือเลิศไว้เป็นทหารสนิท และทหารรักษาพระองค์ เรียกว่า "ทหารเลือก" สังกัดกรมมวยหลวง มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ภายในพระราชวังหรือตามเสด็จในงานต่าง ๆ รวมถึงเป็นครูฝึกมวยไทยให้ทหารและพระราชโอรส

 

     ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2147 - 2233) “มวยไทย” เป็นที่นิยมกันอย่างมากจนกลายเป็นอาชีพ มีค่ายมวยเกิดขึ้น ซึ่งมวยไทยสมัยนี้ชกกันบนลานดิน ใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบชุบแป้งหรือน้ำมันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้กำหนดขนาดรูปร่างหรืออายุ โดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าชกจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้

 

  • มวยไทย สมัยกรุงธนบุรี

     บ้านเมืองอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูประเทศหลังจากการกู้อิสรภาพคืนมาได้ การฝึกมวยไทยในสมัยนี้เป็นการฝึกเพื่อการสงครามและการฝึกทหารอย่างแท้จริง การจัดชกมวยในสมัยกรุงธนบุรี นิยมจัดนักมวยต่างถิ่น หรือลูกศิษย์ต่างครูชกกัน โดยไม่มีกฎกติกาการแข่งขันอย่างชัดเจน ไม่มีคะแนน ทำการชกจนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ สังเวียนนั้นเป็นลานดิน และในยุคนี้มีนักมวยฝีมือดีมากมายเกิดขึ้น

 

  • มวยไทย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

     ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 5 กษัตริย์ไทยทรงโปรดการกีฬา เช่น กระบี่กระบอง มวยไทย เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดกีฬามวยไทยเป็นอย่างมาก พระองค์มีความชำนาญในกีฬามวยไทย จึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มี มวยหลวง ตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ฝึกสอน จัดการแข่งขัน และควบคุมการแข่งขันมวยไทย ในปี พ.ศ.2430 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น ให้มวยไทยเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนครูฝึกหัดพลศึกษา และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในสมัยนี้เป็นที่ยอมรับว่า คือ ยุคทองของมวยไทย

 

     ในสมัยอยุธยาตอนปลาย มวยไทยได้มีการฝึกฝนกันไปตามสำนักต่าง ๆ มีเวทีมวยที่จัดให้มีการแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งการชกในสมัยนี้ยังมีการคาดเชือกกันอยู่ จนในตอนหลังนวมได้เข้ามาแพร่หลายในไทย การชกกันในสมัยหลัง ๆ จึงสวมนวมชกกันอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

 

     จะเห็นได้ว่า “มวยไทย” เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ เป็นมรดกทางภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรม ที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไป หากใครสนใจอยากเรียนมวยไทย สามารถเรียนได้ที่ “เจริญทอง มวยไทย ยิม” (Jaroenthong Muay Thai) มีทั้งหมด 3 สาขา คือ ข้าวสาร รัชดา และศรีนครินทร์ ใครใกล้ที่ไหนก็เลือกเรียนที่นั่นนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก educatepark

มวยไทยมาจากไหน กันแน่

มวยไทยมาจากไหน กันแน่

“ Muay thai ” มวยไทย ไม่มีปรากฏในสมัยใด มีเพียงตำนานที่กล่าวขานมาว่า เป็นศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย เพื่อใช้ในการปกป้องอาณาจักรของไทยเรานั้นแหละ การต่อสู้ด้วยหมัด เท้า ศอก ศีรษะ แขน ขา ได้ถูกคิดค้นและกลั่นออกมาจากมันสมองบรรพชนชาวไทย จนมวยไทยนั้นเป็นศาสตร์ที่มีหลักสูตรเฉพาะตัว เช่นเดียวกับศิลปะศาสตร์ด้านอื่นๆ มวยไทยไม่ได้นิยมชมชอบเพียงแต่ในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศโซนยุโรปและทั่วโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

         

     กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย และหน่วยงานภาพต่างๆได้มีการ ผลักดันให้มีการสถาปนา "วันมวยไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ กำหนดให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี จะจัดให้เป็นวันมวยไทย ซึ่งเป็นวันที่ตรงกันวันเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระปรีชาสามารถด้านมวยไทยเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ที่เสด็จออกไปชกมวยกับสามัญชน ตามบันทึกในพงศาวดาร (ฉบับพระราชหัตเลขา พ.ศ.๒๕๔๒) ที่กล่าวว่า

  

  พระเจ้าเสือ ทรงแต่งกายแบบชาวบ้าน เสด็จทางน้ำพร้อมเรือตามเสด็จ ไปขึ้นที่ตำบลตลาดกรวด ช่วงนั้นกำลังมีงานมหรสพและมีผู้คนไปเที่ยวชมงาน และมีการละเล่นมากมายหลายอย่าง และพระองค์ได้เสด็จไปยังสนามมวยและให้นายสนามจัดหาคู่ชกให้ โดยให้คนประกาศกับประชาชนทราบว่า พระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุง ถึงทำให้ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะสมัยนั้นนักมวยในเมืองกรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงมาก นายสนามจึงได้จัดนักมวยที่มีฝีมือเท่าที่มีอยู่ มาเป็นคู่ชก กับ พระเจ้าเสือ ถึง 3 คนซึ่งแต่ละคนเป็นนักมวยที่มีฝีมือดี  แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความชำนาญในศิลปะมวยไทย ที่พระองค์ได้ทรงฝึกหัดและศึกษาจากสำนักมวยหลายสำนัก จึงทำให้พระองค์สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้ง ๓ คนได้ และได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งบาท ส่วนผู้แพ้ได้สองสลึง ซึ่งพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยกับการได้ชกมวยในคราวนั้นไม่น้อย

 

จากการที่พระเจ้าเสือทรงพระปรีชาสามารถเกี่ยวกับมวยไทย จึงทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบเฉพาะพระองค์ เรียกว่า "มวยไทยตำรับพระเจ้าเสือ” จากที่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชการที่ ๕ ซึ่งเป็นตำรามวยตำรับพระเจ้าเสือที่เก่าแก่ที่สุด เป็นมรดกทางภูมิปัญญาจากบรรพชนที่ได้รับการถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

 

     ในความเป็นไทย ระหว่างศิลปะการต่อสู้ และ การป้องกันตัว ที่เรียกว่ามวยไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังคงมีนัยแฝงอยู่มากมาย เนื่องจากมีที่มารากเหง้าของชนเผ่าไทยและในฐานะ “มวยไทย”ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เป็นทั้งวิถีชีวิต สังคม และจิตวิญญาณความเป็นไทย ที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกราช เอกลักษณ์  ตลอดจนเพื่อรณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้ชนรุ่นหลังรำลึกถึงความเป็นมาของภูมิปัญญาแห่งชนชาติ ที่ได้รังสรรค์ “มวยไทย”ไว้เป็นมรดกการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์

 

ในสมัยนี้หากต้องการจะชมศิลปะมวยไทยเหล่านี้ก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยช่องทางหลากหลาย เช่นไลน์ ยูทูป หรือบนทีวีมีก็มีให้ชมหลากหลายช่องและหากอยากสัมผัสบรรยากาศจริง ก็ยังสามารถมาดูได้ที่ยิมมวย jaroenthong muay thai gym Khaosan ในเวที muay thai super champ หรือทางช่อง 8 ของเรานั้นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นักมวยลดน้ำหนักกันอย่างไร

นักมวยลดน้ำหนักกันอย่างไร

ในการลดน้ำหนัก เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงวิธีการออกกำลังกายต่างๆ วิ่งบนลู่ เข้าฟิตเนส ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก และอื่นๆอีกมากมาย แต่เชื่อไหมว่าการที่จะลดน้ำหนังให้ได้ผลไว ได้ออกกำลังกายครบทุกสัดส่วน และมีความสนุกสนานกับมันจะเป็นการออกกำลังกาย ในรูปแบบของ ยิมมวย muay gym และวันนี้เราก็มีวิธีการออกกำลังกายสเต็ปนักมวยที่ได้ผลมากที่สุด

 

นักมวยจัดการสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก

     เนื่องจากนักมวยค่อนข้างที่จะมีความกังวลและซีเรียสกับการคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ของการแข่งขันในเวทีเพราะแต่ละเวทีนั้นก็มีการจำกัดน้ำหนักตัวเป้นรุ่นๆ ดังนั้นนักมวยจำเป็นต้องการที่จะควบคุมน้ำหนักให้เป็นการไปรุ่นชกของตนเอง ด้วยวิธีการลดน้ำหนักที่สามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างรวดเร็วและได้ผลจริงอีกด้วย

 

สเต็ปที่ 1  เริ่มที่การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง  ให้ได้อย่างน้อย 45 – 60 นาทีต่อวัน สามารถที่จะเลือกการออกกำลังกายหลายๆแบบได้ไม่ซ้ำกัน  เช่นการปั่นจักยาน 30นาที หรือวิ่ง 10 กิโลเมตร กระโดดเชือกในตอนเช้า ต่อยกระสอบทรายหรือล่อเป้าอย่างน้อย 3 ยกอย่างต่อเนื่องในช่วงเย็น

 

สเต็ปที่ 2 การควบคุมอาหาร หลักสำคัญที่จะช่วยลดน้ำนักอย่างได้ผลเร็วและเห็นผลที่สุด แค่คุณลดการรับประทานอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง หรือเส้นต่างๆ เพราะแป้งเหล่านั้นเป็นตัวการที่จะเพิ่มน้ำหนักอย่างดีเลย นอกจากนี้อาหารประเภทของทอดด้วยน้ำมันทั้งหลาย จะทำให้การออกกำลังกายนั้นเห็นผลช้ากว่าที่เราต้องการหรืออาจจะไม่เห็นผลเลยหากทานในประมาณที่ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญได้หมด ควรเน้นไปที่การเลือกรับประทานประเภทผักหรือเนื้อสัตว์ต้มเป็นหลัก ลดแป้ง  ให้เน้นผักผลไม้ ที่มีรสจืด เน้นโปรตีนเนื้อสัตว์ นมลดจืด พร่องมันเนยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ และสิ่งสำคัญควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้ร่างกายของคุณชะล้างเกลือส่วนเกินที่ก่อให้เกิดการกักเก็บน้ำออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สเต็ปที่ 3 สร้างขีดจำกัดเพิ่มขึ้นให้กับตัวเอง ในที่จะลดน้ำหนักแบบนักมวยนั้นจะต้องมีการเพิ่มจำนวนยกในการล่อเป้า จำนวนครั้งในการซ้อมกระสอบทราย หรือจำนวนรอบในการวิ่ง เพื่อเพิ่มอัตราที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย และยังสามารถดึงเอาพลังงานมาเผาผลาญได้สูงขึ้นอีกด้วย

 

สเต็ปที่ 4 การพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อเราออกกำลังกายมาอย่างหนักหน่วงแล้วในการพักผ่อนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และควรที่จะพักผ่อนให้ถึง 7 – 8 ชั่วโมง เนื่องจากร่างกายของเรานั้นจะมีการปรับสมดุลในขณะที่เราหลับ และปฏิบัติตามตารางในการลดน้ำหนักแบบนักมวยให้เข้ากับชีวิตประจำวัน อย่าหักโหมจนเกินไปและออกกำลังกายหนักจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนไม่สามารถลดน้ำหนักแบบนักมวยต่อได้และจะมีผลกระทบมากกว่าผลดี

 

ในสิ่งที่สำคัญที่จะลดน้ำหนักแบบนักมวย ต้องใช้ความอดทนและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ อย่าคิดว่าออก 1 พัก 1 แล้วน้ำหนักก็จะลงเองมันกลับกันที่จะทำให้ร่างกายนั้นต้องการที่จะรับสารอาหารและ ทำให้เราทรมานไปกับการลดน้ำหนักเสียเปล่า ฉะนั้นจะต้องวางแผนเป็นสเต็ปๆของการออกกำลังกายไว้อย่างชัดเจน อดทน เต็มที่ ไม่ยอมแพ้ ไม่เบื่อ หรือไม่ทิ้งก่อนจะประสบผลสำเร็จ เพื่อช่วยให้สามารถลดน้ำหนักแบบนักมวยให้ได้ผลมากที่สุด

ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย

ท่าออกกำลังกายสไตล์นักมวย

แน่นอนว่าการออกกำลังกายของหนุ่มๆ ต้องมีเป้าหมายที่จะหุ่นฟิตเฟริ์ม และเอาเจ้าไขมันส่วนเกินที่ติดตามเราตัวอยู่ตลอดเวลาออกไปจากชีวิต และอยากที่จะเห็นรูปร่างของตัวเองถอดเสื้อหุ่นปังๆ ในกระจกเวลาแทนที่จะมานั่งดูพุงห้อยย้อยลงพื้น

 

ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราด้วย เพราะหากเราคิด 10 ลงมือทำ 1 แน่นอนมันเกิดได้ขึ้นหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ อย่ารอที่จะเริ่มทำอะไรให้กับตัวเอง วันนี้ทาง Jaroenthong GYM ได้นำเอาเทคนิคต่างๆ เบิร์นไขมัน กล้ามสวย สาวๆ ต้องกรี๊ดอย่างแน่นอน โดยสามารถทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย

 

Shoulder Presses

     ในการแข่งขันกีฬามวยนั้น หัวไหล่ที่แข็งแรง นั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ในการชกเนื่องจากว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นเป้นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออกไปและยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

     ดังนั้นในท่า Shoulder Presses จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้อของหัวไหล่อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ สามารถใช้ขวด จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหารร่างกายส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่สวยงามราวและแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

Clap Press-Up

     อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ใช้ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้งตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ Clap Press-Up โดยวิธีการก็แสนง่าย เพียงคุณใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่นักมวยจำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

Plank

     เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดาๆแต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง นับเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเพื่อที่จะสามารถทำท่า Plank ให้แกร่งและนาน อย่างไรก็ตามในการออกกำลังกายต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกายและช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย

 

Skipping

ในการชกมวยนอกจากการชกแล้วก็ยังคงอาศัยความเร็วเพื่อนที่จะหลบหลีกหมัดของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยออกมาดังนั้นความว่องไวของ Foot work การที่จะเพิ่มขีดความสามารถตรงจุดนี้สามารถทำได้โดยการเล่นท่าSkipping ใช้เพียงเชือก และที่โล่ง เท่านั้นคุณก็สามารถทำได้แล้ว Skipping ก็เป็นปัจจัยหลักของท่าฝึกฝนการเป็นมวยอาชีพที่ใช้ แถมยังเป็นทำที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมออีกด้วย

 

Push Ups

ในส่วนของท่านี้ ค่อนข้างที่จะยากสำหรับคนที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ออกกำลัง “ Push Ups ” น่าจะเป็นอุปสรรคในช่วงแรก เพียงแค่คุณตั้งใจและพร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่าง่ายๆท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอาจจะเริ่มจาก ทำที่ละน้อยๆครั้ง แล้ว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหลายส่วน หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะPush Ups เป็นประจำทุกวัน

 

Sit-Ups

ท่าเบสิคที่หลายไคนน่าจะรู้จักดี แต่พื้นฐานของท่านี้ที่เป็นหัวใจหลักของความเข็งแรงของนักมวยระดับโลกหลายๆคน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง และมันจะสร้างความมั่นใจของนักมวยที่จะไม่ต้องค่อยพะวงกับการลดการ์ดลงป้องกันลำตัว และเพิ่มโอกาสเดินหน้าแลกหมดแบบไม่กลัว

 

Squats

ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่วง ซึ่งสำคัญมากกับการเคลื่อนไหวและความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง เพื่อเข้าวงในใช้เทคนิคต่างๆ ในการจัดการคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา ในการ Squats จะช่วยเพิ่มความเข็งแรงและว่องไว และยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า-หลัง

การใช้ Squats และออกกำลังกายที่ใช้ส่วนสะโพกอื่นๆอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณช่วงล่างที่มั่นคงและแข็งแรงไม่แพ้ใครแน่นอน

 

Shadow Boxing

Shadow Boxing  เรียกง่ายๆเป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย ในการทำ Shadow Boxing เรานั้นสามารถทำได้ในทุกสถานที่ แต่จะมีสถานที่นึงที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ในบ่อทรายหรือชายหาด ”  เนื่องจากเทคนิคนี้นักมวยได้เริ่มเรียนรู้เทคนิค จากการที่ดูนักฟุตบอลที่เล่นตามชายหาด ซึ่งทรายจะช่วยยึดเหนี่ยวช่วงล่างของลำตัวเราไว้ ทำให้ขยับลำตัวช่วงบนของเราได้อย่างอิสระระหว่างที่ทำอยู่ ดังนั้นมันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เทคนิคและการชกได้ดียิ่งขึ้น

 

Chin Ups

ที่ขาดไม่ได้ไม่ได้เลยในการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรงและสมส่วน  เน้นไปที่การเล่นท่า Chin up เพราะท่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก และหัวไหล่ ในท่าเดียว

จะสังเกตได้ว่า ที่บ้านของเหล่านักมวยมักจะมีบาร์ที่สามารถยึด ไม่ว่าจะ ประตูบ้าน หรือ แทนบาร์สำหรับโหน เพื่อที่จะบริการกล้านเนื้อส่วนนั้นเป็นกิจวัตรของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบที่จะทำให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วควรเริ่มจากจำนวนครั้งที่ทำไหวก็พอ หากเป็นไปได้หาคนคอยเซฟในการยกตัวในช่วงแรกก็จะดีกว่าการหักโหมมากเกินไป อาจจะทำให้อันตรายถึงขั้น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันส่งผลให้เราเสียโอกาสต่างๆในการออกกำลังกาย

 

Burpees

     ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความ ยากและเหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดใน 10 ท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย “Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยในทันที การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ วินัย ความอดทน สร้างpassion ให้กับตัวเอง  sixpack ของคุณก็จะผุดขึ้นมาในไม่ช้า อย่าลืมที่จะดูแลตัวเองและสุขภาพด้วยนะครับ

How to ออกกำลัง ให้ได้ผลดีกับสุขภาพ

How to ออกกำลัง ให้ได้ผลดีกับสุขภาพ

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้วิธีการออกกำลังกายดีอยู่แล้ว แต่วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องไม่ใช่การออกกำลังให้หนักและอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้ยาลดน้ำหนักที่เห็นในโฆษณาทั่วๆไปในโลกออกไลน์ วันนี้เราจะมาอธิบายวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องและหลากหลายรูปแบบ และ สืบสานเอกลักษณ์ ความเป็นไทยอย่าง มวยไทย อีกด้วย

     สิ่งแรกเลยคือ ต้องทำความเข้าใจกับร่างกายของเราว่าไหวเท่าไหน เป้าหมายในการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดผลดีกับสุขภาพ จะช่วยจะระเบียบร่างกายและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายด้านต่างๆ ได้แก่ ความทนทาน ความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่น ดังนี้

 

1ความทนทาน (Endurance) ช่วยให้หัวใจแข็งแรง เพื่อร่างกายจะได้ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ดีขึ้น และไม่เหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมหนัก ๆ เช่น เล่นมวยไทย, ศิลปป้องกันตัว

2ความแข็งแรง (Strenght) ช่วยให้แบกของหนัก ออกแรง รวมทั้งทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น

3การทรงตัว (Balance) ช่วยให้ทรงตัว รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่หกล้มได้ง่าย

4ความยืดหยุ่น (Flexibility) ช่วยให้ยืดตัว เอี้ยวตัว หรือเคลื่อนไหวร่างกายได้ง่ายขึ้น

 

เริ่มต้นออกกำลังกายอย่างถูกต้อง

     ในการเตรียมตัวสำหรับก่อนที่จะมีการเริ่มออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยให้เราได้มีการกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและการกระตุ้นให้ตัวเองให้ออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งยังออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและส่งผลดีต่อสุขภาพ ผู้ออกกำลังกายลองเริ่มต้นออกกำลังกาย ดังนี้

กำหนดกิจวัตรประจำวัน ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ควรที่จะเริ่มสำรวจตัวเองว่า ออกกำลังกายล่าสุดเมื่อไหร่ ครั้งละกี่นาที อีกทั้งยังเป็นข้อมูลในการวางแผนสำหรับออกกำลังกายต่อไปด้วย

 

หาเป้าหมายในการออกกำลังกาย จะเป็นการช่วยฝึกให้เรามีแผนในการออกกำลังกาย และมุ่งไปสู่ความต้องการให้ได้ชัดเจนและทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ง่ายกว่าเดิม และก็ต้องสำรวจตัวเองอยู่สม่ำเสมอ

 

เขียนแผนการออกกำลังกาย แผนการออกกำลังกายควรมีพื้นฐานมาจากเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเลือกประเภทกิจกรรมและระบุเหตุผล ช่วงเวลา รวมทั้งสถานที่ที่ต้องทำกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ ควรเลือกกิจกรรมที่ผู้ฝึกจะทำได้จริง รวมทั้งหมั่นสำรวจว่าบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ รู้สึกสนุกในขณะที่ออกกำลังกายเพื่อฝึกตัวเองให้ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

 

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกาย การปรับระดับความหนักของกิจกรรมหรือการออกกำลังกายถือเป็นเรื่องที่เราควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งในผู้ออกกำลังกายบางราย มีปัญหาในการออกกกำลังกายรวมไปถึงสุขภาพ หรือไม่สามารถเริ่มออกกำลังกายระดับที่หนักได้ โดยควรทีจะรีบพบแพทย์เพื่อปรึกษาเพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงต่างๆ ดังนี้

 

กิจกรรมที่ควรเลี่ยงและผลกระทบของอาการป่วยหรือการผ่าตัดที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย

อาการป่วยที่ยังหาไท่ทราบถึงสาเหตุ เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก ปวดข้อต่อ เวียนศีรษะ หรือหายใจไม่สุด ผู้ฝึกควรพักร่างกายจนกว่าจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาอาการดังกล่าว

 

ปัญหาด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อการออกกำลังกาย เช่น ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบอาจต้องเลี่ยงออกกำลังกายบางประเภท

 

ปัญหาด้านสุขภาพที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ และอาจส่งผลต่อกิจกรรมที่ทำอยู่ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตหรือเบาหวานจำเป็นต้องรู้วิธีออกกำลังกายที่ปลอดภัยกับตัวเอง

 

การเลือกใส่รองเท้าสำหรับออกกำลังกายที่เหมาะสม รองเท้าออกกำลังกายนับเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละอย่าง เช่น เดิน วิ่ง เต้น โบว์ลิ่ง หรือเทนนิส โดยเลือกรองเท้าพื้นเรียบ ไม่ทำให้ลื่น รองรับและพอดีกับเท้าของตนเอง รวมทั้งหมั่นตรวจสภาพรองเท้าเป็นประจำ หากรองเท้าสึกหรือรู้สึกปวดเท้า  หน้าแข้ง เข่า หรือสะโพก หลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่

รู้หรือไม่!! ทำไมต้องรำมวยก่อนชก

รู้หรือไม่ทำไมต้องรำมวยก่อนชก

รู้หรือไม่!! ทำไมต้องรำมวยก่อนชก

รู้ไหมทำไมถึงต้องมีการรำไหว้ครู แล้วทำไมต้องมีท่าทางต่างๆ ต้องบอกก่อนเลยว่า การทำความเคารพก็เป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามของคนไทยมาดั่งเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการรำไหว้ครูที่เป็นจารีตประเพณีสำคัญในการแสดงความเคารพและยังเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งผู้เรียนฝึกฝนจะต้องมีการขึ้นครู เป็นสิ่งแรกด้วยเช่นกัน

 

     พูดง่ายๆว่าเป็นการฝากตัวเป็นศิษย์-อาจารย์ อยู่ในโอวาทย์ ของครูบาอาจารย์ แสดงถึงความความนอบน้อม ยอมรับเพื่อที่จะเรียนรู้ความกล้าหาญ และการเตรียมพร้อมในการที่จะฝึกฝนไปในขั้นต่อๆไป นักมวยจะต้องมีครู และต้องเคารพและเทิดทูนครู เพราะว่าการที่ครูยินยอมที่จะรับผู้ใครเป็นศิษย์นั้น ในอดีตกาลนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในสมัยนั้นครูที่เป็นมวย มีฝีมือไม่ได้มีอยู่มากมาย และในการสอนไม่ได้คิดค่าบริการสอน แต่หากใครที่ต้องการจะเรียนจะต้องฝากเนื้อฝากตัวกับครู คอยปรนนิบัติอยู่เป็นเวลานาน จนกว่าจะได้รับการถ่ายทอดวิชาจนครบถ้วน เพราะสาเหตุครูมวยกับศิษย์ในสมัยก่อนนั้นจึงมีความสนิทใจราวกับพ่อกับลูก

 

     การไหว้ครูก่อนที่จะมีการแข่งขันมวยไทยเป็นข้อแตกต่างจากกีฬาอื่นๆ โดยเฉพาะ "คิกบ็อกซิง" (kick boxing) ที่ได้มีการลอกเลียนแบบการชกมวยของไทย แทบจะเหมือนกันทุกอย่างเพียงแต่ไม่ให้ใช้ศอกในการชกบนสนามและไม่มีการไหว้ครูก่อนเริ่ม ดังนั้น ในการรำไหว้ครูจึงถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของกีฬามวยไทยอย่างแท้จริง

 

ยศ เรืองสา ได้กล่าวถึงข้อควรปฏิบัติของผู้ฝึกมวย ในหนังสือ ตำรามวยไทยตำรับพระเจ้าเสือว่า นักมวยมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

 ๑) จงทำตนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

๒) จงสุภาพต่อคนทั่วไป

๓) จงเป็นผู้มีสันติธรรมไม่พาลเกเร

๔) จงเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น

๕) ต้องเป็นผู้มีมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่อทุกสิ่ง

๖) จงเป็นผู้เสียสละต่อหมู่ชน เมื่อประเทศชาติต้องการ

๗) จงสร้างแก่นแท้ของจิตใจให้แกร่งกร้าวเยี่ยงเหล็กเพชร

๘) จงเป็นผู้เห็นธรรมในหลักพระพุทธศาสนา และมีศีลธรรมประจำใจ

๙) ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา รักชื่อเสียงและค่ายคณะของตน

๑๐) ต้องออกกำลังกายอยู่เสมอเป็นประจำ

๑๑) ต้องไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ในทางผิดกติกา และศีลธรรม

๑๒) ต้องเคารพกฎหมายของบ้านเมือง

นอกเหนือจากการขึ้นครูก็จะมีการครอบครู นั้นหมายถึง การที่ศิษย์ได้ศึกษาศิลปะมวยไทยจนหมดสิ้นแล้ว และสามารถถ่ายทอดวิชาให้แก่ผู้อื่นได้ ก็จะทำพิธีครอบครูให้ 

 

ประโยชน์จากการร่ายรำไหว้ครู

การไหว้ครูสื่อความหมายให้เห็นคุณค่าด้านวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย มีคุณประโยชน์มากมายทางด้านจิตใจของนักมวยและผู้ชมมวย  ดังนี้

 

๑) ปลูกฝังนิสัยให้เป็นมวย คือ รู้จักรัก เคารพครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ให้กำเนิดมวยไทย

๒) ปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักในคุณค่าของศิลปะมวยไทย เกิดความรักและหวงแหนที่จะอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

๓) เป็นกิจกรรมเผยแพร่เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรมประจำชาติได้อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรี

โดยหัวใจหลักๆของการร่ายรำไหว้ครู คือ การระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปกป้องคุ้มครองรักษาให้รอดพ้นจากภัยอันตราย ส่วนการร่ายรำถือเป็นการแสดงถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสายไปด้วยในตัว รวมทั้งได้ดูชั้นเชิงคู่ต่อสู้ ดูสถานที่ในการหลบหลีก ขณะเข้าโรมรันพันตูกับคู่ต่อสู้

 

การร่ายรำไหว้ครู 

 

ท่ายืน ไหว้ทิศขวา

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องขวา ไหว้ทิศเบื้องขวา ร่ายรำท่านกยูงรำแพน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

ท่ายืน ไหว้ทิศซ้าย

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องซ้าย ไหว้ทิศเบื้องซ้าย ร่ายรำท่าหงส์เหิน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

ท่ายืน ไหว้ด้านหน้า-หลัง

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทางขวาจนไปถึงด้านหลัง ไหว้ทิศเบื้องหลัง พยักหน้า ๓ ครั้ง ทำท่าดูดัสกร ร่ายรำท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง หมุนไปทางขวา ก้าวเท้าชิด ไหว้ทิศเบื้องหน้า

 

ในการไหว้ครูนั้นนับเป็นศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่มีความงดงามและเอกลักษณ์ของไทยและขาดไม่ได้เลยนั่นคือการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ ในปัจจุบันอาจจะหาดูได้ไม่ยากในทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องมวยไทย 7 สี แต่หากเป็นการแสดงและการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ อาจจะหาดูได้น้อยแล้ว กลับกันที่ชาวต่างชาติกลับให้ความสำคัญกับมวยไทยของเราอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่มีการออกอาวุธที่คม สวยงาม ยังถือเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อให้ดูดีและยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สารานุกรมไทย